Zero base คืออะไร Zero base เป็นแนวความคิดที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจ ในทางการตลาด เรามักจะได้ยินคำว่า Zero based planning
โดยปกติแล้วในการตั้งเป้าการขาย การตลาด หรือการตั้งเป้าหมายในการทำอะไรก็ตาม มักจะยึดถือสถิติ แนวทางเดิมๆ ที่ผ่านมา หรือเอาความสำเร็จในอดีต มาใช้ในการตั้งเป้า ซึ่งวิธีนี้ ก็คงใช้ได้เหมือนกัน แต่อาจได้ผลธรรมดาๆ เหมือนคนอื่น สำหรับ Zero based planning คือการไม่เอา Past record หรือสิ่งที่เป็นข้อมูลเก่าๆ มาพิจารณา หรือมาใช้ในการตั้งเป้า ไม่มองว่า สถานการณ์แวดล้อมต่างๆ เป็นอย่างไร เช่นการเมือง คู่แข่ง กำลังซื้อ เศรษฐกิจเป็นอย่างไร แต่ใช้การประเมินศักยภาพ โอกาส หรือความเป็นไปได้มาใช้ในการตั้งเป้าหมาย โดยพิจารณาดูว่า เราจะสามารถพัฒนาและปรับปรุงในจุดแข็งต่างๆ ได้อย่างไร เพื่อให้เราบรรลุเป้า และจะลดจุดอ่อนของเราอย่างไร เพื่อไม่ให้จุดอ่อนนั้นเป็นอุปสรรคต่อการทำให้บรรลุเป้า
ข้อดีของการวางแผนแบบ Zero base คือ ไม่ต้องเอาประสบการณ์ พฤติกรรม และแนวทางแบบเดิมๆ มาใช้ในการตั้งเป้า ทำให้เกิดความกล้าในการสร้างสรรค์แนวความคิดใหม่ๆ หรือพูดอีกแบบได้ว่า แนวความคิดแบบ Zero Base ทำให้เกิดความกล้าคิด กล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยทำและไม่มีใครทำมาก่อน การยึดถือข้อมูลเก่า จะเป็นการจำกัดตัวเอง และจำกัดความเชื่อมั่นของตนเองว่า เราจะทำได้ไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก แต่ Zero Base ทำให้กล้าคิดว่า การที่เราจะเติบโต หรือมีธุรกิจที่ใหญ่โตเป็นเท่าๆ ตัวย่อมมีความเป็นไปได้ การคิดแบบ Zero Base จะต้องอาศัยผู้บริหารหรือผู้ร่วมงานที่มีความกล้าหาญและมีวิสัยทัศน์ สามารถมองได้ทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ เพราะในขณะที่เราคิดจะเดินไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่น เราก็จำเป็นต้องคิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับความพยายามนั้นด้วย เช่นความพร้อมของบุคลากร ความพร้อมด้านเทคโนโลยี ความพร้อมด้านเงินทุน ฯลฯ
การคิดแบบ Zero Base ไม่ใช่ไม่เคยปรากฏขึ้น แต่เกิดขึ้นกับธุรกิจจำนวนมาก ซึ่งประสบความสำเร็จ เพียงแต่ว่าเมื่อประสบความสำเร็จแล้ว ไม่มีใครมาบอกว่าสำเร็จได้ด้วยวิธีใด เช่นการประสบผลสำเร็จของบริษัทแมคอินทอช ในการขายเครื่อง I Pad จำนวน 1 ล้านเครื่องในเวลา 28 วัน ในขณะที่ขาย I Phone 1 ล้านเครื่องในเวลา 3 เดือน นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการกล้าคิดและวางแผนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการโดยไม่สนใจ Past Record
No Seasonality Targeting หรือผมมักจะใช้ว่า การตั้งเป้าแบบ Flat โดยไม่มอง Past Record ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของการคิดแบบ Zero Base โดยเอาความต้องการที่จะบรรลุเป้าหมายมาเป็นที่ตั้ง ไม่เอาสิ่งแวดล้อมทางฤดูกาลมาพิจารณา ถึงแม้ว่าฤดูกาลนั้นมีจริง แต่ความคิดแบบ Zero Base จะไม่ปล่อยให้ฤดูกาลมามีผลกระทบต่อการตั้งเป้าหมายขององค์กร แต่ใช้วิธีปรับแก้ผลกระทบต่างๆ ที่เกิดจากเรื่องของฤดูกาลด้วยความคิดใหม่ๆ โดยไม่ใช้หรือเลียนแบบความคิดเก่าอย่างสิ้นเชิง
การตั้งเป้ากบกระโดด เป็นหลักคิดที่ ไม่ใช่ของใหม่ ในต่างประเทศใช้คำว่า leap frog หมายถึงว่า ในทุกๆ สภาวะ มันมีโอกาสที่จะทำให้องค์กร หรือผลิตภัณฑ์ตัวใดตัวหนึ่งกระโดดหรือเติบโตให้เหนือกว่าค่าเฉลี่ยได้ เช่น สินค้าที่กำลังอยู่ในกระแสนิยม (In trend) สินค้านั้นจึงไม่จำเป็นต้องเติบโตน้อยๆ ตามปกติอย่างที่เคยทำมา โดยเฉพาะสินค้าที่มีขนาดของยอดขายยังต่ำอยู่ จึงต้องมีความกล้าที่จะตั้งเป้าแบบกบกระโดด ความคิดแบบกบกระโดด จึงต้องมีความกล้าที่จะตั้งเป้าที่สูง 50, 100, 200 หรือ 300% ได้ ซึ่งทำให้ผู้บริหารระดับต่างๆ ต้องช่วยกันระดมความคิดที่จะทำให้ได้ตามเป้าที่ตั้งอย่างกล้าหาญได้อย่างไร
ความคิดกบกระโดดนั้น เป็นการดึงเอาทักษะ ความสามารถ สติปัญญาและประสบการณ์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องในองค์กรออกมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเมื่อสำเร็จได้ มันเป็นการพิสูจน์ว่า อะไรที่เราคิดและต้องการให้เกิดขึ้น ก็จะเกิดขึ้นได้ถ้าเรามีความกล้าที่จะทำ
No comments:
Post a Comment